ขยับจังหวะก้าว

สู่การจัดการที่ดินโดยชุมชน : ภารกิจบันได 9 ขั้น

 

          ภารกิจบันได9 ขั้น เพื่อการจัดการที่ดินโดยชุมชนนี้เป็นกระบวนปฏิบัติการที่สอดรับกับการจัดการที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยืน ออกแบบไว้เป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการใน 9 ประการ บันไดที่ 1 – 2 – 3 และ 4 นับว่าเป็นขั้นตอนที่เป็นรากฐานทางความคิด และพื้นฐานของการปฏิบัติที่ต้องดำเนินการก่อน และให้มีความมั่นใจว่าดำเนินการครบถ้วนทั้งในกิจกรรม และเรื่องราวการพูดคุยแลกเปลี่ยน มติของที่ประชุมรวมทั้งการดำเนินการปฏิบัติการร่วมกัน ส่วนในภารกิจบันไดอื่นๆ นั้น อาจขยับขับเคลื่อนควบคู่กันไปได้เลย ขึ้นอยู่กับความพร้อมของกลุ่มหรือชุมชนนั้นๆ ซึ่งควรมีการดำเนินการให้ครบถ้วนทั้ง 9 ประการ

          การดำเนินงานเน้นการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของสมาชิกของชุมชนหรือกลุ่ม ในการคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจร่วมรับผิดชอบในผลประโยชน์ และข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

ภารกิจบันได 9ขั้น

          ในการทำงานต้องมีการประชุม กำหนดแผนงาน การปฏิบัติการ และพัฒนาการทำงานไปเรื่อยๆ และเมื่อดำเนินการทั้ง 9 ประการเสร็จสิ้นแล้ว ก็ต้องมีการทบทวน ปรับปรุง พัฒนา ในบันไดแต่ละขั้นอยู่เสมอ หากจะเปรียบเทียบบันได้ 9 ขั้นที่ว่านี้ กับเกมต่อภาพ (Jigsaw) เหมือนการเริ่มต้นที่ง่ายก็มักจะเริ่มจากมุมและขอบของภาพ เมื่อตั้งต้นได้1– 2 -3 -4 แผ่นแล้ว การต่อภาพอื่นๆ จะเริ่มที่ใดต่อไปก็ได้ไม่ว่าจะเป็น 5– 6 – 7 – 8 – 9 หรือทำควบคู่กันไปได้เลย

          ในการดำเนินการบันไดทั้ง9 ขั้น ยังต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้นำและสมาชิกทั้งหญิงและชายอย่างเท่าเทียม ซึ่งหมายถึงต้องอำนวยการให้เกิดโอกาสที่เหมาะสมของคนทั้งสองเพศด้วย

          ภารกิจแต่ละขั้นตอนได้นำเสนอความสำคัญ และแนวทางดำเนินการในขั้นตอนนั้นๆกับได้ระบุข้อสังเกตประกอบไว้ด้วย เพื่อให้ตระหนักถึงเงื่อนไขหรือข้อจำกัดบางประการ ดังรายละเอียด

 

ขั้นที่ 1 ความเข้าใจและข้อตกลงร่วมกันในการจัดการที่ดินโดยชุมชน

          ขั้นที่ 1 ความเข้าใจและข้อตกลงร่วมกันในการจัดการที่ดินโดยชุมชน ความเข้าใจและข้อตกลงร่วมกันของชุมชน เป็นขั้นตอนแรกของบันได 9 ขั้น และมีความสำคัญมากที่สุด นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ผู้สนใจในชุมชนที่ประสบปัญหาที่ดินได้มาเรียนรู้ ทำความเข้าใจปัญหา และกำหนดการแก้ไขร่วมกันสู่การจัดการที่ดินโดยชุมชน

          กว่าจะทำให้เกิดความพร้อมใจได้ก็ด้วยการร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา และสถานการณ์ ประสบการณ์การจัดการที่ดินรวมทั้งการเรียนรู้แนวคิดและแนวทางการจัดการที่ดินโดยชุมชนอย่างถ่องแท้ กระทั่งเกิดมติข้อตกลงร่วมที่จะมีการจัดการที่ดินของชุมชนร่วมกัน

          ในขั้นตอนนี้การให้ความสำคัญกับสมาชิกทุกคนคือหัวใจ ดังนั้นการมีส่วนร่วมของผู้สนใจของชุมชนทุกครัวเรือน หมายถึง พ่อบ้านและแม่บ้าน สมาชิกที่เป็นเยาวชนของแต่ละครัวเรือน ควรได้เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตัดสินใจร่วมกัน

แนวทาง

การจัดให้มีการประชุม อย่างน้อย 2 ครั้ง หรือมากกว่านั้น

  1. การประชุมเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาของชุมชน ประสบการณ์การแก้ไขปัญหาความต้องการการแก้ไขปัญหา และแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
  2. การประชุมเพื่อทำความเข้าใจ แนวคิด และแนวทางการจัดการที่ดินโดยชุมชน กับการหามติร่วมเพื่อการจัดการที่ดินโดยชุมชนร่วมกัน สมาชิกที่ตกลงใจแล้วต้องแสดงเจตจำนงระบุชื่อ – นามสกุลไว้ และก่อนสิ้นสุดการประชุมจะต้องดำเนินการวางแผนปฏิบัติการร่วมกันว่าจะมีงานหรือกิจกรรมใดบ้างที่ต้องดำเนินการในขั้นตอนต่อไป รวมทั้งระบุวิธีการดำเนินงาน ระยะเวลา และผู้รับผิดชอบการดำเนินการด้วย
  3. เมื่อสิ้นสุดการประชุมแล้วจะต้องมีการบันทึกการประชุม จัดทำเป็นรายงานการประชุมที่สมาชิกต้องรับรองรายงานการประชุมในการประชุมครั้งต่อไป

ข้อสังเกต

  1. การจัดประชุมไม่ควรเร่งรัด ต้องเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น ถกเถียงจนกระทั่งเข้าใจตรงกัน และมีความสมัครใจเข้าร่วมกระบวนการอย่างแท้จริง
  2. การทำความเข้าใจแนวคิดและแนวทางการจัดการที่ดินโดยชุมชน อาจเชิญวิทยากรชาวบ้านที่มีประสบการณ์ตรงมาให้ความรู้ แลกเปลี่ยน ซักถาม ก็จะทำให้ตรงกับประสบการณ์ของชุมชน และการสื่อสารระหว่างผู้นำชุมชน กับผู้นำชุมชนจะทำให้เข้าใจกันได้ง่ายกว่าคนกลุ่มอื่น
  3. การทำความเข้าใจนี้ แม้จะดำเนินการผ่านไปแล้ว อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนระหว่างการดำเนินงานก็สามารถกลับมาประชุมเพื่อทบทวนได้ตลอดเวลา

ขั้นที่ 2 จัดทำระบบข้อมูลที่ดินทำกิน

            ขั้นตอนที่ 2 นี้ ดำเนินการต่อเนื่องจากขั้นตอนที่ 1 และเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ถูกระบุไว้ว่าเป็นแผนปฏิบัติการร่วมกัน ขั้นตอนนี้เป็นการทำข้อมูล ประกอบด้วย ข้อมูลชุมชน ข้อมูลสมาชิกรายครัวเรือน ขอบเขตที่ดิน และทรัพยากรชุมชน ข้อมูลการถือครองที่ดิน การจัดทำข้อมูลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ คือ

  1. รู้ข้อมูลที่ตั้งที่ดินของผู้ถือครองที่ดินแต่ละแปลง ชุมชนสามารถตรวจสอบได้ หากมีการบุกรุกเพิ่ม
  2. ทราบถึงรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินแต่ละแปลง เช่น พื้นที่สวน ไร่หมุนเวียน นา ป่าไม้
  3. เป็นข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการเจรจาต่อรอง และการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและรัฐบาล
  4. เป็นข้อมูลเพื่อระงับข้อพิพาทเรื่องขอบเขต แนวเขตที่ดินทั้งภายในชุมชนและชุมชนใกล้เคียงกับหน่วยงานภาครัฐ
  5. ใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อการอบรับสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินในอนาคต หากมีการรับรองสิทธิทางกฎหมาย

แนวทาง

            สมาชิกทุกครัวเรือนต้องมีส่วนร่วมในการจัดทำข้อมูลที่ดินและทรัพยากรร่วมกัน โดยผู้รู้/ผู้มีประสบการณ์ ซึ่งอาจเป็นผู้นำชุมชนที่มีประสบการณ์ดำเนินการมาแล้วด้วยให้คำแนะนำและปรึกษาหารือ ผลจากการดำเนินการจะทำให้ชุมชนมีชุดข้อมูล ทั้งสิ้นรวม 5 ชุด คือ

ตัวอย่างแผนที่

  1. ข้อมูลชุมชน ประกอบด้วย สภาพทั่วไปของชุมชน ประวัติชุมชน ที่ตั้ง อาณาเขต ประชากรหญิง-ชาย อาชีพ จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สภาพปัญหา พัฒนาการการใช้ที่ดิน ผลการดำเนินงาน และการแก้ไขปัญหา และอื่นๆ
  2. แผนที่ทำมือ ระบุที่ตั้งชุมชน ขอบเขต แหล่งทรัพยากร การใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรระบุรายแปลง
  3. แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ มาตราส่วน 1: 4,000 สำรวจในปี 2545 และมีการสำรวจการศึกษาการถือครองที่ดินรายแปลง
  4. ข้อมูลรายครัวเรือน ระบุข้อมูล จำนวนสมาชิก เพศ อายุ อาชีพ รายได้ หนี้สิน โดยการจัดเก็บและบันทึกในแบบบันทึก
  5. เอกสารสาระบบการถือครองที่ดินรายแปลงของชุมชน ประกอบด้วย ประวัติการถือครองและการใช้ประโยชน์/ขนาดพื้นที่/การได้มาของที่ดิน/อาณาเขตติดต่อ

ข้อสังเกต

  1. สมาชิกชุมชน ต้องรับรู้และเข้าใจข้อมูลที่จัดทำขึ้น เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งในส่วนปัจเจกและส่วนรวม
  2. ข้อมูลที่จัดทำขึ้น ต้องให้สมาชิกเข้าถึง เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ หรือตรวจสอบได้ตลอดเวลา มิใช่เก็บไว้ใช้ประโยชน์เฉพาะกรรมการหรือผู้นำ

ขั้นที่ 3 พัฒนากฎระเบียบและกลไกโครงสร้างคณะกรรมการ

ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของสมาชิก ซึ่งเป็นกระบวนการหลักจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมการเพื่อการดำเนินงานและประสานงาน และต้องมีการจัดทำกฎระเบียบการจัดการที่ดินที่กำหนดขึ้น เป็นที่ยอมรับของสมาชิกและยึดถือปฏิบัติร่วมกัน

แนวทาง

  1. การจัดประชุมของสมาชิกเพื่อการสรรหาหรือเลือกตั้งคณะกรรมการ ด้วยการใช้กระบวนการเสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมตามที่กลุ่มกำหนด จำนวนคณะกรรมการต้องมีการตกลงกันและอาจขึ้นอยู่กับขนาดของชุมชน ควรให้มีคณะกรรมการที่มีสัดส่วนผู้หญิงอย่างน้อย 20 % เพื่อความเท่าเทียม ให้มีการลงมติและรับรองในที่ประชุม คณะกรรมการชุดนี้บางที่เรียกว่าคณะกรรมการโฉนดชุมชนได้รับการคัดเลือกแล้ว มีการกำหนดโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ตามที่สมาชิกร่วมกันกำหนด มีวาระของกรรมการที่ชัดเจน มีการจัดประชุมคณะกรรมการอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง มีการจัดประชุมสมาชิกเพื่อสรุปผลรายงานผลการดำเนินงานประจำปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ในการประชุมทุกครั้ง จะต้องจัดทำรายงานการประชุมไว้ด้วยทุกครั้ง
  2. คณะกรรมการดำเนินการให้มีการยกร่างกฎระเบียบการจัดการที่ดินโดยชุมชน และนำเสนอร่างกฎระเบียบเพื่อทำความเข้าใจ และให้สมาชิกมีมติรับรอง รวมทั้งการทำหน้าที่แก้ไขกฎระเบียบเพิ่มเติมระหว่างการดำเนินงานได้
  3. คณะกรรมการต้องจัดทำกฎระเบียบโดยเฉพาะ ต้องมีกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องครอบคลุมในเรื่องกระบวนการเปลี่ยนมือที่ดิน การควบคุมการขยายขอบเขตที่ดิน การใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืน และบทลงโทษไว้เป็นเอกสาร และเผยแพร่แก่สมาชิก
  4. คณะกรรมการต้องนำเสนอกฎระเบียบ เพื่อทำความเข้าใจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนใกล้เคียง

ข้อสังเกต

            กฎระเบียบอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ที่สำคัญสมาชิกต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขและมีมติรับรองกฎระเบียบใหม่ที่แก้ไข กับไม่ละเมิดหลักการที่สำคัญ 8 ประการของการบริหารจัดการที่ดินโดยชุมชน

ตัวอย่างกฎระเบียบ

ขั้นที่ 4 ประชาคมของสมาชิกชุมชนเพื่อตรวจสอบและรับรองกฎระเบียบ ข้อมูลที่ดินและทบทวนแนวคิดและแนวทางจัดการที่ดินโดยชุมชน

            เวทีประชาคมของสมาชิกชุมชน มีขึ้นภายหลังการดำเนินการในขั้นตอนที่ 12 และ 3 เรียบร้อยแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกได้ตรวจสอบข้อมูลที่ดินได้ดำเนินการร่วมกัน กฎระเบียบที่ได้มติร่วมกันแล้วคณะกรรมการรวบรวมไว้เป็นเอกสาร ข้อมูล และเอกสารกฎระเบียบต่างๆ คณะกรรมการจักต้องนำมาเสนอแก่สมาชิกให้มีการตรวจสอบความถูกต้องซึ่งบางครั้งอาจต้องมีการทบทวนแนวคิดการจัดการที่ดินโดยชุมชนอีกครั้ง เพื่อมิให้มีข้อผิดพลาดได้

            หากมีข้อผิดพลาดก็จะได้ดำเนินการแก้ไขตามความต้องการของสมาชิก แล้วลงมติรับรองกฎระเบียบจึงสามารถนำไปบังคับใช้ได้

แนวทาง

จัดให้มีเวทีประชาคมของสมาชิกทุกครัวเรือนทั้งชาย-หญิง และเยาวชน ต้องเข้าร่วม โดยคณะกรรมการโฉนดชุมชนเป็นผู้ทบทวนแนวคิดการจัดการที่ดินโดยชุมชน แล้วนำเสนอข้อมูลที่ดินที่ดำเนินการรวบรวมไว้ รวมทั้งกฎระเบียบที่ได้มีมติไว้ร่วมกัน จากนั้นที่ประชุมร่วมกันตรวจสอบความถูกต้อง แล้วรับรองไว้ ซึ่งคณะกรรมการฯ จะต้องดำเนินการจัดทำเป็นรายงานการประชุมไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงภายหลังด้วย

ข้อสังเกต

  1. การมีส่วนร่วมของสมาชิกทุกครัวเรือนทั้งชาย-หญิงถือเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อความเข้าใจและตัดสินใจร่วมกัน ก็จะช่วยลดความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ทั้งครัวเรือนและภายในชุมชน
  2. การทบทวนตรวจสอบข้อมูลและกฎระเบียบนี้ ควรจัดให้มีขั้นเป็นประจำทุกปี
  3. หากมีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อมูลทุกครั้งต้องจัดให้มีเวทีประชาคมเพื่อตรวจสอบและรับรองมติร่วมกันของสมาชิกทุกครั้ง

ขั้นที่ 5 พัฒนาเครื่องมือเพื่อการจัดการที่ดินทั้งระบบ(เอกสารโฉนดชุมชน / กองทุนธนาคารที่ดิน /จัดตั้งองค์กรนิติบุคคล)

เครื่องมือเพื่อการจัดการที่ดินโดยชุมชน ในที่นี้หมายถึง สิ่งที่จะช่วยสนับสนุนการจัดการที่ดินโดยชุมชน ได้แก่ เอกสารโฉนดชุมชน การจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน และการจัดตั้งองค์กรนิติบุคคล ซึ่งแต่ละเรื่องมีความสำคัญจำเป็นต่อการจัดการที่ดินโดยชุมชนทั้งสิ้น กล่าวคือ

เอกสารโฉนดชุมชน

            การจัดทำเอกสารโฉนดชุมชนเป็นเครื่องมือเพื่อให้สมาชิกรู้ขอบเขตและจำนวนที่ดินของตนเองที่ชัดเจน รวมไปถึงเป็นเอกสารใช้ในการเปลี่ยนมือที่ดินเมื่อมีการซื้อขายที่ดินให้กับคนในชุมชนหรือธนาคารที่ดินหรือในบางชุมชนก็ใช้โฉนดชุมชนไปค้ำประกันสำหรับการกู้ยืมเงินออมทรัพย์ของชุมชน

ตัวอย่างเอกสารโฉนดชุมชน

แนวทาง

  1. มีเอกสารโฉนดชุมชน ที่ระบุพิกัด จำนวนพื้นที่ ชื่อผู้ถือครอง การเปลี่ยนมือที่ดิน กฎระเบียบระบุเงื่อนไขการใช้ที่ดินประเภทต่างๆ ฯลฯ
  2. มีนายทะเบียนดูแลจดบันทึกการเปลี่ยนมือในเอกสารโฉนดชุมชน

ข้อสังเกต เรื่องเอกสารโฉนดชุมชน

การเซ็นอนุมัติโฉนดชุมชน ผู้ลงลายมือชื่อควรเป็นบุคคลภายในชุมชน เพราะอาจมีปัญหาเรื่องการเมืองภายในท้องถิ่น

ธนาคารที่ดินชุมชน

จัดตั้งขึ้นเพื่อควบคุมการเปลี่ยนมือที่ดินของสมาชิก หากใครต้องการขายที่ดินจะต้องทำผ่านธนาคารที่ดิน เงินส่วนหนึ่งที่ได้จากการซื้อขายที่ดินจะต้องนำเข้ากองทุนธนาคารที่ดินชุมชน เพื่อเป็นทุนสำหรับไว้ซื้อที่ดินในกรณีที่มีคนต้องการขายแต่ยังไม่มีคนในชุมชนต้องการซื้อ หรือต้องการซื้อแต่ไม่มีเงินก็สามารถใช้วิธีการผ่อนชำระกับธนาคารที่ดินชุมชนได้ เป็นการป้องกันไม่ให้ที่ดินหลุดมือไปยังคนนอกชุมชน

การเปลี่ยนมือที่ดินผ่านธนาคารที่ดิน

แนวทาง

  1. กองทุนธนาคารที่ดินชุมชนเป็นกองทุนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการเปลี่ยนมือที่ดิน
    •  
  1. จากการระดมทุนจากสมาชิก จัดเก็บเป็นรายปีหรือรายเดือน เก็บตามขนาดหรือตามจำนวนแปลง
  2. จากการเปลี่ยนมือที่ดิน
  3. จากการขายผลผลิต จากแปลงที่ดินและผลผลิตจากป่า
  4. จากรายได้อื่นๆ (ผ้าป่า , สมทบจากหน่วยงานภายนอก)
    •  
  1. เพื่อควบคุมการเปลี่ยนมือที่ดิน
  2. มีคณะกรรมการกองทุนธนาคารที่ดิน
  3. มีระเบียบธนาคารที่ดินชุมชน
  4. มีกลไก โครงสร้าง
  5. มีการประชุมเกี่ยวกับเรื่องธนาคารที่ดินกับสมาชิกที่ต่อเนื่อง
  1. กองทุนธนาคารที่ดินภาคประชาชน(ระดับภาค)เพื่อระดมทุนจากสมาชิกคนละ 1บาทต่อเดือน เพื่อนำไปสมทบเป็นกองทุนธนาคารที่ดินภาคประชาชนมีการระดมทุนจากผ้าป่าประจำปีเพื่อเป็นกองทุนธนาคารที่ดินระดับภาค

ข้อสังเกต

คณะกรรมการจะเป็นผู้ประเมินทรัพย์สินเมื่อมีการเปลี่ยนมือที่ดินการประเมินราคาที่ดินควรแยกจากราคาสินทรัพย์ในพื้นที่

การจัดตั้งนิติบุคคล

          การจัดตั้งนิติบุคคล จำเป็นต้องทำในทุกชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถรองรับสิทธิในการจัดการที่ดินโดยชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน และเพื่อทำนิติกรรมกับหน่วยงานราชการได้

หากเป็นที่ดินเอกชนจำเป็นต้องจัดซื้อที่ดิน ให้ตั้งเป็น “สหกรณ์” เพราะต้องเกี่ยวข้องกับการเงิน และการทำนิติกรรมต่างๆ

            หากเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในที่ดินของรัฐ ควรตั้งเป็น “กลุ่มเกษตรกร” เพราะซับซ้อนและยุ่งยากน้อยกว่าสหกรณ์ และมีความสะดวกในการจัดการ

แนวทาง

การจัดตั้งองค์กรนิติบุคคล (สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร)สมาชิกต้องมีความเข้าใจหลักคิดของสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรอย่างถ่องแท้ จนกระทั่งตกลงใจร่วมกัน

 การดำเนินการจัดตั้งและดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกร กล่าวคือ

  1. สหกรณ์ (ที่ดินเอกชน)
    • มีคณะกรรมการสหกรณ์
    • มีกลไก / โครงสร้างที่ชัดเจน
    • มีกฎข้อบังคับสหกรณ์
    • มีการประชุมคณะกรรมการอย่างน้อย 2 เดือนต่อครั้ง
    • มีการประชุมสมาชิกอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าร่วมประชุม
    • มีกิจกรรมของสหกรณ์ (ประกอบธุรกิจ)
    • มีการระดมหุ้นรายปี และปันผลแก่สมาชิก
    • มีการจัดทำรายงานการประชุมทุกครั้ง
    • มีการจัดทำรายงานการเงินและบัญชี
  2. กลุ่มเกษตรกร (ที่ดินของรัฐ)

รายละเอียดเหมือนสหกรณ์แต่ไม่จำเป็นต้องมีการทำกิจกรรมในเชิงธุรกิจ

ข้อสังเกต

ชุมชนต้องทำการศึกษาและให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะมีขั้นตอนการดำเนินการค่อนข้างละเอียด ควรปรึกษาหารือกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำแนะนำถึงข้อดี ข้อเสียแนวทางการจัดตั้งและดำเนินการ

ขั้นที่ 6 ความร่วมมือกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น

            องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนับเป็นหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น ที่มีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นของตน โดยมีกระบวนการจัดทำแผนงานตามความต้องการของประชาชน ผ่านกระบวนการประชาคม และการจัดทำเป็นข้อบัญญัติงบประมาณประจำปีกับอปท. มีอำนาจหน้าที่การนำแนวปฏิบัติที่ประชาชนในท้องถิ่นกำหนดขึ้น มีความเห็นชอบร่วมกัน มากำหนดเป็น “ข้อบัญญัติ” ว่า ให้เป็นแนวปฏิบัติร่วมกัน เสมือนเป็นกฎหมายระดับท้องถิ่น ซึ่งหากแนวปฏิบัติการตามการจัดการที่ดินสามารถสามารถนำมาออกเป็นข้อบัญญัติได้ ก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจในการใช้ประโยชน์ในที่ดินของสมาชิก และอปท. ยังสามารถเป็นตัวแทนของท้องถิ่นในการพูดคุย ทำความเข้าใจกับหน่วยงานอื่นๆ ได้อีกด้วย นอกจากนี้อปท. ยังเป็นหน่วยงานที่มีทรัพยากรต่างๆ ที่จะสามารถสนับสนุนการดำเนินการจัดการที่ดินโดยชุมชน รวมทั้งการผลักดันนโยบายร่วมกัน การสร้างความเข้าใจกับอปท. และความร่วมมือกับชุมชนหรือกลุ่มจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นมาก

แนวทาง

  1. ผู้นำชุมชน/กลุ่ม ควรจัดให้มีการประชุม หรือเข้าร่วมประชุมกับหน่วยงานเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจแนวคิดการจัดการที่ดินโดยชุมชน และการแลกเปลี่ยนความร่วมมือที่สามารถร่วมงานกัน อาทิ การรับรองการจัดการที่ดินโดยชุมชนเป็นข้อบัญญัติ การสนับสนุนแผนงานและงบประมาณชุมชนหรือกลุ่มในกิจการพัฒนาในขั้นตอนต่างๆ รวมทั้งการร่วมผลักดันนโยบายหรือกฎหมาย
  2. คณะกรรมการโฉนดชุมชน ควรเชิญผู้นำอปท. อาทิ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ประธานสภา หรือปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล เข้าร่วมกิจกรรมชุมชนหรือกลุ่มอย่างสม่ำเสมอ
  3. คณะกรรมการโฉนดชุมชน ควรมีการประสานความร่วมมือเพื่อขอรับการสนับสนุน และมีกิจกรรมที่ดำเนินการร่วมกัน โดยอปท. นำแผนงานของชุมชนบรรลุไว้ในแผน 3 ปี มีข้อบัญญัติงบประมาณสนับสนุน และมีการติดตามประมินผลงานร่วมกันด้วย
  4. ผลักดันให้อปท. ออกข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติรับรองการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชน

ข้อสังเกต

อปท. เป็นหน่วยงานที่มีวาระทุก 4 ปี การทำความเข้าใจและประสานความร่วมมือ จึงต้องให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงคณะบริหารของอปท. กับผู้นำชุมชนไม่ควรมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่น หรืออยู่กับฝ่ายการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผู้นำในอปท. ที่ควรให้ความสำคัญและพัฒนาความสัมพันธ์คือนายกอปท. ประธานสภา ปลัดอปท.

ขั้นที่ 7 พัฒนารูปแบบการใช้ที่ดินให้มีความสมดุลและยั่งยืนและตอบสนองเศรษฐกิจครัวเรือน

            ด้วยเจตจำนงสำคัญหนึ่งของการจัดการที่ดินโดยชุมชน ก็เพื่อการตอบสนองปัจจัยการผลิตของเกษตรกรรายย่อย จึงมีข้อกำหนดสำคัญว่าที่ดินที่ดำเนินการจัดการนั้น ต้องดำเนินการผลิตการเกษตรเพื่อการตอบสนองเศรษฐกิจของครัวเรือน นอกจากนี้ต้องให้มั่นใจว่าระบบการผลิตนั้นต้องเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่มีการขยายพื้นที่หรือการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น เน้นการผลิตที่นำไปสู่ความมั่นคงด้านอาหาร รายได้ และความยั่งยืนของการใช้ที่ดิน

แนวทาง

            คณะกรรมการฯจัดให้การกำหนดกฎระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน การควบคุมการขยายขอบเขตที่ดิน และเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่า และส่งเสริม สนับสนุนให้มีการผลิตเพื่อการยังชีพ ตอบสนองเศรษฐกิจในครัวเรือนมีระบบการปลูกพืชแบบผสมผสาน หลากหลายชนิด การลดการใช้สารเคมี มีการเก็บเมล็ดพันธุ์และขยายพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ท้องถิ่นได้โดยชุมชน เป็นต้น มีการปรับทัศนคติ การเสริมความรู้ และการพัฒนาทักษะ และอาจมีกองทุนที่สนับสนุนการผลิตเกษตรแบบยั่งยืนด้วย

ข้อสังเกต

            การปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มาเป็นการปลูกพืชหลากหลาย จะต้องมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติ และการเพิ่มพูนความรู้และทักษะจากพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วเป็นต้นแบบ

ขั้นที่ 8 ศูนย์การเรียนรู้การจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชน

            การพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อการเผยแพร่ความรู้ ให้เกิดการขยายผลความคิด ความรู้ และการปฏิบัติการจัดการที่ดินโดยชุมชน ให้แพร่หลายออกไปสู่ชุมชนที่ประสบปัญหาที่ดินที่ต้องการการพัฒนา กับการเผยแพร่สู่สาธารณะ ผู้สนใจ เพื่อการทำความเข้าใจกับสังคม การแสวงหาพันธมิตรในการขับเคลื่อนนโยบาย

            ชุมชนที่มีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์การเรียนรู้นั้น คือชุมชนที่มีประสบการณ์การดำเนินการจัดการที่ดินโดยชุมชนมาระยะเวลาหนึ่ง มีความพร้อมของสถานที่จริง ข้อมูล ประสบการณ์ เครื่องมือที่มีการเก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบและสามารถนำไปเสนอเพื่อการเรียนรู้ ทั้งการเรียนรู้จากของจริง รูปธรรมเชิงประจักษ์ และเรียนรู้ผ่านสื่อต่างๆ มีวิทยากรที่ทำจริง มีประสบการณ์จริง ถ่ายทอดความรู้ได้ กับพร้อมพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้สนใจได้ ทั้งนี้เชื่อว่าผู้รู้ที่เป็นผู้นำชุมชนสามารถถ่ายทอด พูดคุยกับผู้นำชุมชนหรือชาวบ้านได้เข้าใจง่าย และตรงใจบนฐานวิถีชีวิตที่ใกล้เคียงกัน

            การจัดการเรียนรู้ควรเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการเรียนรู้จากของจริงพื้นที่จริง สถานการณ์จริง และการฝึกฝนปฏิบัติ ที่สำคัญผู้ถ่ายทอดและผู้เรียน ต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผู้ถ่ายทอดสามารถนำผลการเรียนรู้ไปเพื่อการปรับปรุงการดำเนินงานของตน รวมทั้งการถ่ายทอดของตนได้ด้วย ขณะที่ผู้เรียนก็สามารถนำผลการเรียนรู้ไปประยุกต์ได้จริง

แนวทาง

  1. รวบรวมข้อมูล ประสบการณ์ เครื่องมือไว้อย่างเป็นระบบเพื่อประกอบการถ่ายทอด นอกจากนี้การดูแลสถานที่จริง และการเรียนรู้จากวิถีชีวิต ยังนับเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เรียนรู้ที่นำมาใช้เพื่อการเรียนรู้ด้วย
  2. การจัดตั้งคณะกรรมการศูนย์การเรียนรู้ฯ เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการและดำเนินการศูนย์การเรียนรู้และอำนวยการให้จัดการเรียนรู้
  3. พัฒนานักจัดการเรียนรู้และวิทยากร ให้เป็นผู้มีความสามารถการจัดหลักสูตร และพูดคุยถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ และพูดได้อย่างกระชับ เข้าใจง่าย และลงมือปฏิบัติได้จริง
  4. มีการจัดการแหล่งเรียนรู้ (พื้นที่เรียนรู้) ที่มีความสะดวกและสถานที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ เยี่ยมชม ปฏิบัติการ
  5. พัฒนาสื่อ เครื่องมือต่างๆ เพื่อประกอบการเรียนรู้
  6. มีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้สำหรับการแนะนำ และพร้อมประยุกต์ให้สอดคล้องกับผู้เรียน
  7. การสรุปบทเรียนและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ หลังสิ้นสุดการจัดการเรียนรู้ ควรได้มีทบทวนว่าสิ่งที่ทำได้ดีนั้นเป็นเพราะเหตุปัจจัยใดบ้าง และสิ่งที่ยังทำได้ไม่ดีคืออะไร และมีเหตุปัจจัยใดบ้าง การประเมินผลก็เพื่อตรวจสอบว่าการจัดการเรียนรู้ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการหรือไม่ มีจุดบกพร่องใดบ้าง และควรมีการปรับปรุงพัฒนาในเรื่องอะไรบ้างสำหรับโอการต่อไป

ข้อสังเกต

  1. วิทยากรถ่ายทอดของศูนย์การเรียนรู้ควรเป็นผู้เปิดใจเรียนรู้ด้วย เพราะนอกจากการเผยแพร่ความรู้วิทยากรยังเป็นผู้เรียนที่เรียนรู้ไปกับประสบการณ์ความรู้ของผู้เรียน ซึ่งเป็นผู้รู้ในประสบการณ์ของตนเองด้วย เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงการดำเนินงานการจัดการที่ดินโดยชุมชนของชุมชนตนเองด้วย
  2. วิทยากรถ่ายทอดของศูนย์ควรมีผู้หญิงด้วย เพื่อช่วยสร้างการเรียนรู้พูดคุยและเปลี่ยนกับผู้เรียนรู้ในมุมมองที่เป็นประสบการณ์ของผู้หญิงเอง รวมทั้งการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิงด้วย

ขั้นที่ 9 การผลักดันกฎหมายและนโยบาย

ขั้นตอนนี้เป็นอีกหนึ่งขั้นที่สำคัญมาก เพราะแม้ว่าในระดับชุมชนจะมีความเข้มแข็ง หน่วยงานท้องถิ่นให้ความร่วมมือ แต่ในระดับโครงสร้างไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการรองรับสิทธิในทางกฎหมาย ชุมชนก็ยังไม่มีความมั่นใจในสิทธิ และยังต้องเผชิญกับความหวาดหวั่นในการใช้ที่ดินของตนเอง นโยบายที่เอื้อต่อการจัดการที่ดินและทรัพยากรของรัฐ รวมทั้งการมีกฎหมายรองรับสิทธิที่ชัดเจน จะเป็นหลักประกันที่มั่นคงของชุมชนในการจัดการและใช้ประโยชน์ที่ดิน

และการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายในแต่ละระดับตั้งแต่ระดับชุมชน ลุ่มน้ำ จังหวัด ภูมิภาค และชาติร่วมกันจะเป็นพลังสำคัญในการที่ขับเคลื่อนประเด็นและข้อเรียกร้องให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ การรวมตัวกันของเครือข่ายจะเป็นทั้งพลังและกำลังใจในการแก้ปัญหาร่วมกันของภาคประชาชน

แนวทาง

  1. คณะกรรมการโฉนดชุมชนควรจัดการเรียนรู้เรื่องร่างกฎหมาย 4 ฉบับและนโยบายที่เกี่ยวข้องให้กับสมาชิกภายในชุมชนได้เข้าใจสถานการณ์การผลักดันกฎหมายและนโยบาย
  2. คณะกรรมการฯและสมาชิกเข้ามีส่วนร่วมในการณรงค์และเข้าชื่อเสนอกฎหมาย 4 ฉบับ
  3. ชุมชนมีผู้แทนเข้าร่วมประชุมกับเครือข่ายอย่างต่อเนื่องในทุกระดับ

- ระดับชุมชน                             - ระดับตำบ

- ระดับจังหวัด                            - ระดับภาค

- ระดับชาต

Online Visitors

user iconToday   :   70

group iconTotal   :   121,818

world iconOnline   :   1