ประวัติการก่อตั้งสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ

 

ยุคแรกเริ่มก่อตั้ง

 

            สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ(สกน.) ก่อเกิดจากเวทีสัมมนาสรุปบทเรียน การต่อสู้และเคลื่อนไหวขององค์กรเกษตรกร ภายใต้ชื่อการสัมมนา “ทิศทางองค์กรเกษตรกรภาคเหนือ” เมื่อวันที่ 21-22 ตุลาคม 2542 โดยการสัมมนาครั้งนั้นได้มีตัวแทนจากองค์กรเกษตรกรทั่วภาคเหนือเข้าร่วมประมาณ300คน

            บทเรียนจากการต่อสู้ 10 ปี ที่ผ่านมา(พ.ศ. 2532-2542) ขององค์กรภาคเหนือ สรุปได้ว่าการแยกตัวกันต่อสู้เฉพาะกลุ่มเฉพาะประเด็นทำให้องค์กรขาดความเป็นเอกภาพและไม่สามารถสร้างพลังในการต่อรองเพื่อแก้ไขปัญหาได้ แม้ว่าจะประสบผลสำเร็จในบางกรณี แต่ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างและนโยบายที่เป็นสาเหตุและต้นตอของปัญหาเกษตรกร

            องค์กรเกษตรกรที่เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนั้นจึงมีมติร่วมกันอย่างเป็นเอกฉันท์ในการจัดตั้งองค์กรของเกษตรกรขึ้น ภายใต้ชื่อ “สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.)” เพื่อเป็นองค์กรประสานความร่วมมือผนึกกำลังและสร้างความเป็นเอกภาพระหว่างองค์กรเกษตรกร ในการรณรงค์ผลักดันการแก้ไขปัญหาทั้งในระดับชุมชนและระดับนโยบายโดยมีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาหลักอันเป็นปัญหาร่วมของเกษตรกรรวม 5 ปัญหา

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อสนับสนุนการรวมกลุ่มและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรรายย่อยในการป้องกันสิทธิอันชอบธรรมของเกษตรกร
  2. เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาอันเกิดจากนโยบาย กฎหมาย และระเบียบข้อบังคับต่างที่กระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกร
  3. เพื่อพัฒนาและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร
  4. เพื่อศึกษาและรณรงค์เผยแพร่ปัญหาเกษตรกรสู่สาธารณะ

 

พื้นที่ดำเนินการ

สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) มีสมาชิก 9 เครือข่ายดำเนินการแก้ไขปัญหาครอบคลุมพื้นที่หมู่บ้านเขตภาคเหนือตอนบน 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน

 

โครงสร้างองค์กร

สหพันธ์เกษตรกรรมภาคเหนือ(สกน.) เริ่มดำเนินการเมื่อปี พ.ศ. 2543 มีการบริหารงานโดยเกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือเป็นองค์เกษตรกรอย่างแท้จริง และเป็นอิสระจากพรรคการเมือง พร้อมที่จะต่อสู้เพื่อสิทธิอันชอบธรรมของเกษตรกร และพร้อมสมานฉันท์กับพี่น้องคนจนทั่วโลก

แต่ละเครือข่ายสมาชิกจะส่งตัวแทนเครือข่ายละ5คน เพื่อเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการกลางสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือรวมทั้งสิ้น 45 คน ดังนี้

โครงสร้างการบริหารงานองค์กร

 

ในยุคแรกสหพันธ์เกษตรเกษตรภาคเหนือ (สกน.) ประกอบด้วยสมาชิก 9 เครือข่าย  ได้แก่

  • กลุ่มแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ (นกน.)       
  • เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.)
  • เครือข่านป่าชุมชนภาคเหนือ (คปช.)
  • เครือข่ายป่าชุมชนลุ่มน้ำแม่สอย (คมส.)
  • เครือข่ายแก้ปัญหาลุ่มน้ำแม่มอก (คมม.)
  • เครือข่ายป่าชุมชนตำบลแม่ถอด (คปถ.)
  • คณะกรรมการประสานงานแก้ไขปัญหาเกษตรกรจังหวัดเชียงราย (คปก.ชร)
  • คณะกรรมการประสานงานแก้ไขปัญหาเกษตรกรจังหวัดพะเยา (คปก.พย.)
  • เครือข่ายสตรีชนบทเชียงราย-พะเยา (คสช.)

ยุทธศาสตร์การทำงาน

  1. การเสริมสร้างการรวมตัวของกลุ่มและเครือข่ายเกษตรกรต่างๆ เพื่อสร้างพลังในการรณรงค์ผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย และระดับพื้นที่
  2. ศึกษาและการพัฒนาองค์ความรู้ที่เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาเกษตรกรระดับพื้นที่และระดับนโยบาย
  3. พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่เสริมสร้างองค์กรชุมชนที่เข้มแข็งพึ่งพาตัวเองไดอย่างยั่งยืน
  4. ประสานพันธมิตรนักพัฒนาเอกชน นักวิชาการสื่อมวลชนและกลุ่มทางสังคมต่างๆเพื่อขยายความเข้าใจปัญหาและร่วมผลักดันรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเกษตรกร รวมถึงการประสานความร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายเกษตรกร ทั้งในระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับสากล
  5. บริหารการจัดการและดำเนินงานโดยเกษตรกรอย่างแท้จริง เป็นอิสระจากพรรคการเมืองใดๆยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิอันชอบธรรมของเกษตรกร

 

 

หลักและมาตรการผลักดันการแก้ไขปัญหา ทั้ง 5 ประเด็น

  1. 1. ปัญหาป่าไม้และที่ดินในเขตป่า ปัจจุบันมีเกษตรกรตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่ป่าราว 1 ล้านครอบครัวหรือประมาณ 10 ล้านคน ชุมชนเหล่านี้เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการพึ่งพาอาศัยป่ามาเป็นเวลาช้านานได้ถูกคุกคามและละเมิดสิทธ์ในการใช้และจัดการป่าอย่างรุนแรงนอกจากจะถูกกีดกันจากการใช้ประโยชน์จากป่าแล้วการประกาศเขตป่าตามของรัฐยังได้ประกาศทับลงบนพื้นที่อาศัยและทำกินทั้งที่นาที่สวนที่ไร่ โดยไม่มีการกันพื้นที่ออก แม้ว่าที่ดินเหล่านั้นจะถูกใช้ประโยชน์มาก่อนก็ตามทำให้เกษตรกร เหล่านั้นถูกจับคุม ข่มขู่ คุกคาม และจำกัดการพัฒนาโดยข้ออ้างเรื่องการอนุรักษ์ของรัฐ

สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือยึดมั่นในหลักการแก้ปัญหาโดยเรียกร้องให้รัฐบาลกันพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินที่ถูกใช้ประโยชน์มาก่อนออกจากเขตป่าและรับรองสิทธ์ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรและร่วมกันผลักดัน พรบ.ชุมชน ฉบับประชาชนโดยยึดมั่นว่า หัวใจของ พรบ.ชุมชน คือการให้สิทธิ์และอำนาจอย่างแท้จริงแก่ชุมชนในการจัดการป่า นอกจากนี้รัฐบาลจะต้องยกเลิก ทบทวนและแก้ไขกฎหมายป่าไม้ทุกฉบับและมติ ครม.ที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า “ชุมชนท้องถิ่นดั่งเดิมมีสิทธิในการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชนอย่างยั่งยืน”

  1. 2. ปัญหาที่ดิน ที่ดินทำกินถือเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกร แต่ปัจจุบันปรากฏว่า เกษตรกรทั่วประเทศจำนวน28ล้านคนมีที่ดินเฉลี่ยคนละไม่ถึง1ไร่ โดยที่ดินส่วนใหญ่กลับไปกระจุกอยู่ในมือของนายทุนและนักการเมืองเพียงไม่กี่ตระกูล คนเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีที่ดินมากเกินความจำเป็นแต่ยังปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่ทำประโยชน์หรือใช้เป็นสินค้าเก็งกำไรโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมวลรวมของประเทศ

ปัญหานี้สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือยึดหลักการแก้ไขปัญหาโดยเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ด้วยการผลักดันให้มีการออกกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดินและการเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าเพื่อลดแรงจูงใจในการกักตุนที่ดินและเร่งปฏิรูปที่ดินโดยนำที่ดินของเอกชนที่ปล่อยรกร้างว่างเปล่าไม่ทำประโยชน์มาปฏิรูปให้เกษตรกร ในขณะเดียวกันจะต้องมีกฎหมายคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมให้เกษตรกรใช้ที่ดินได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

  1. 3. ปัญหาหารจัดการน้ำ จากอดีตถึงปัจจุบันชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือมีระบบการจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ “ระบบเหมืองฝาย” ซึ่งเกษตรกรผู้ใช้น้ำทุกคนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน ครั้นรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำจากภาคเกษตรกรอย่างรุนแรงโดยปัจจุบันรัฐบาลได้เห็นชอบในหลักการของนโยบายน้ำแห่งชาติและเร่งรัดให้มีพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำซึ่งมีสาระสำคัญลดทอนสิทธิการจัดการน้ำของชุมชนลง ด้วยการกำหนดให้ทรัพยากรน้ำเป็นของรัฐและจะต้องมีการจัดการในระบบตลาด นอกจากนี้ยังผลักภาระต้นทุนในการก่อสร้างชลประทานด้วยมาตรการเก็บค่าต้นทุนระบบชลประทานซึ่งหมายถึงว่าในอนาคตเกษตรกรจะมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจาการจ่ายน้ำ

สหพันธ์เกษตรภาคเหนือจึงมีจุดยืนที่ชัดเจนคัดค้านการออกกฎหมายน้ำ การทำให้น้ำเป็นสินค้าในระบบตลาดการเก็บภาษีน้ำและค่าคืนทุนในการก่อสร้างระบบชลประทานย่างถึงที่สุดและสนับสนุนการจัดการน้ำโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบเหมืองฝายของชุมชนให้เป็นองค์กรพื้นฐานในการจัดการน้ำด้วยการรับรองสิทธิและให้อำนาจแก่ชุมชนอย่างแท้จริง

  1. 4. ปัญหาราคาพืชผล เกษตรกรประสบปัญหาคาผลผลิตตกต่ำทุกปี เนื่องมาจากกลไกการกำหนดราคาพืชผลทางการเกษตรไม่เป็นธรรมและรัฐยังได้ทำข้อตกลงกับองค์กรการค้าโลกต้องลดการช่วยเหลือการประกันหรือการแทรกแซงราคาผลผลิตทางการเกษตรนอกจากนี้รัฐบาลยังต้องลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรอย่างน้อย23รายการ ซึ่งจะส่งผลให้สินค้าเกษตรจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดสินค้าเกษตรไทย ปัญหานี้สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือจึงเรียกร้องให้รัฐทบทวนและยกเลิกข้อตกลงองค์การการค้าโลกตลอดทั้งส่งเสริมการรวมตัวกันของเกษตรกรเพื่อมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนการพัฒนาเกษตรของชาติ
  2. 5. ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร เกษตรกรประสบภาวะหนี้สินที่เกิดจากนโยบายของรัฐที่สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชเพื่อเน้นปริมาณการผลิตเพื่อส่งออกที่ต้องใช้ต้นทุนสูงแต่ไม่เสริมความเข้มแข็งในการกำหนดราคาเมื่อขายผลผลิตเกษตรกรจึงประสบปัญหาขาดทุนและเป็นหนี้สินเพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี รัฐจำเป็นต้องเข้ามารับผิดชอบการปลดเปลื้องหนี้สิน รวมทั้งให้มีแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยในอัตราต่ำบริหารโดยเกษตรกรและปรับระบบการผลิตเพื่อไม่ให้เกษตรกรตกอยู่ในภาวะหนี้สินอีกต่อไป

นอกจากนี้สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือยังได้ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรประชาชนภาคเหนือในการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆร่วมกัน

Online Visitors

user iconToday   :   85

group iconTotal   :   126,840

world iconOnline   :   0